
ตอนที่เริ่มคิดจะส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ คนส่วนใหญ่มักเปิดเว็บดูค่าเทอมมหาวิทยาลัยก่อน แล้วคิดในใจว่า "ปีละสองล้านบาทน่าจะพอ" แต่พอลูกไปถึงจริง เงินสองล้านมักไม่ได้ครอบคลุมแม้แต่ครึ่งปีแรก เพราะนอกจากค่าเทอมแล้ว ยังมีค่าที่พักที่แพงกว่าที่คิด ค่าประกันสุขภาพที่บังคับ ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับปีละสองรอบ ค่าขอวีซ่า ค่าหนังสือ และค่าใช้จ่ายประจำวันที่ลูกต้องกินอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพสูง ซึ่งถ้ารวมกันจริงๆ งบต่อปีมักพุ่งเป็นสามถึงสี่ล้านบาทได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในประเทศอย่างสหรัฐฯ หรืออังกฤษ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ พ่อแม่มักคิดงบจากค่าเทอมเฉลี่ยที่เห็นในเว็บไซต์มหาวิทยาลัย แต่ลืมนับค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่มีใครเตือน เช่น ค่าฝากเงินล่วงหน้าเพื่อจองหอพัก ค่าเปิดบัญชีธนาคารต่างประเทศ ค่าซื้อเสื้อกันหนาวในประเทศหนาว หรือแม้แต่ค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ต้องคุยกับบ้านบ่อยๆ ช่วงแรก บทความนี้จะแตกทุกหมวดค่าใช้จ่ายจริงที่ต้องเจอ เปรียบเทียบงบต่อปีของห้าประเทศยอดนิยม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา และประเทศในเอเชีย พร้อมแนวทางผสมเงินสด กู้ยืม และทุนการศึกษา ให้พ่อแม่วางแผนการเงินได้แบบไม่เสียสมดุลครอบครัว
ถ้าคุณกำลังมองหาตัวเลขงบประมาณจริงที่ไม่ใช่แค่ค่าเทอมในโบรชัวร์ แต่เป็นงบรวมทุกอย่างที่ลูกต้องใช้ตลอดปี รวมถึงเงินสำรองฉุกเฉินที่ควรมี คุณจะได้ภาพชัดว่าแต่ละประเทศต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ถึงจะส่งลูกไปได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินจะไม่พอกลางคัน
งบส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศที่คิดในหัว มักต่ำกว่าความจริงเท่าไหร่
พ่อแม่ส่วนใหญ่เริ่มคิดงบส่งลูกเรียนต่อจากค่าเทอมที่เห็นในเว็บไซต์มหาวิทยาลัย บวกค่าที่พักอีกหมื่นสองหมื่นบาทต่อเดือน แล้วรู้สึกว่าเตรียมไว้ปีละ 1.5-2 ล้านบาทน่าจะพอ แต่พอลูกไปถึงจริง เงินหายเร็วกว่าที่คิดเกือบเท่าตัว เพราะมีค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ได้นับรวมตั้งแต่แรก ค่าใช้จ่ายที่คนมักลืมคิดมีตั้งแต่ค่าประกันสุขภาพที่บังคับ ซึ่งบางประเทศเรียกเก็บปีละ 2-3 แสนบาท ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับที่ต้องจ่ายปีละสองรอบถ้าลูกอยากกลับบ้านช่วงซัมเมอร์ ค่าวีซ่าและค่าขอต่ออายุที่ต้องจ่ายทุกปีหรือทุกสองปี ค่าเปิดบัญชีธนาคารท้องถิ่น ค่าซื้อเสื้อผ้าหนาวในประเทศหนาว ค่าซื้อเฟอร์นิเจอร์เบื้องต้นถ้าเช่าห้องว่าง และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ เช่น ลูกป่วยต้องไปหาหมอนอกประกัน หรือแล็ปท็อปเสียกลางเทอม
จากประสบการณ์จริงของครอบครัวที่ส่งลูกไปแล้ว งบที่คิดไว้ในหัวมักต่ำกว่าจริงประมาณ 30-40% โดยเฉพาะปีแรกที่มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่พิเศษหลายอย่าง เช่น ค่ามัดจำที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าตั้งต้นชีวิตใหม่ และค่าเดินทางท่องเที่ยวช่วงปฐมนิเทศที่ลูกอยากไปกับเพื่อนใหม่ ถ้าไม่อยากตกใจตอนเงินไม่พอกลางปี ควรบวกบัฟเฟอร์อีก 35-40% จากงบคร่าวๆ ที่คำนวณไว้

ต้องแตกงบส่งลูกเรียนต่างประเทศออกเป็นกี่ก้อนถึงจะคุมได้อยู่
พ่อแม่ส่วนใหญ่มักคิดแค่ค่าเทอมกับค่าหอพัก แล้วก็ประมาณค่ากินคร่าวๆ แต่จริงๆ ต้องแยกออกเป็นอย่างน้อย 7 ก้อนใหญ่ ถึงจะไม่มีเงินหายไปไหนกลางปี ก้อนที่ 1 ค่าเทอมและค่าธรรมเนียมต่างๆ นอกจากค่าเทอมแล้ว ยังมีค่าลงทะเบียน ค่าห้องปฏิบัติการ ค่าหนังสือ ค่าใช้ห้องสมุดออนไลน์ ค่า Student Union Fee บางมหาวิทยาลัยเก็บค่าธรรมเนียมเทคโนโลยีแยกอีกเทอมละหมื่นบาท ก้อนที่ 2 ที่พักและค่าสาธารณูปโภค หอในแพงกว่าเช่านอก แต่รวมค่าไฟน้ำเน็ต ถ้าเช่าคอนโดต้องบวกค่าไฟฟ้าน้ำประปาอินเทอร์เน็ตเพิ่มเดือนละ 3,000-8,000 บาทขึ้นอยู่กับประเทศ
ก้อนที่ 3 ค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายประจำวัน ทำกินเองถูกกว่าซื้อกินข้างนอกครึ่งหนึ่ง แต่ต้องนับค่าของใช้ในบ้าน ค่าซักรีด ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทางในเมือง ค่าตัดผม ค่าซื้อเสื้อผ้าตามฤดูกาล ก้อนที่ 4 ประกันสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล บางมหาวิทยาลัยบังคับซื้อประกันของโรงเรียนปีละ 60,000-150,000 บาท ถ้าซื้อเองต้องดูให้ครอบคลุมตามเงื่อนไขวีซ่า ก้อนที่ 5 ตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน ปีละอย่างน้อย 1-2 เที่ยว ช่วงเทศกาลตั๋วแพงขึ้นเกือบเท่าตัว ต้องตั้งสำรองไว้ 40,000-80,000 บาทต่อปี ก้อนที่ 6 ค่าใช้จ่ายสังคมและกิจกรรม ค่าเข้าชมรม ค่าเที่ยวกับเพื่อน ค่าของขวัญวันเกิดเพื่อน ค่าเข้าคอนเสิร์ต ถ้าไม่ตั้งไว้ลูกจะรู้สึกกดดันเวลาเพื่อนชวนไปไหน
ก้อนที่ 7 ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและไม่คาดคิด โน้ตบุ๊กเสีย โทรศัพท์หาย ต้องซื้อเสื้อโค้ทหนาเพิ่ม ต้องไปงานแต่งเพื่อน ต้องเปลี่ยนแพลนบินเพราะสอบเลื่อน ตั้งบัฟเฟอร์ไว้ 10-15% ของงบรวมจะช่วยให้นอนหลับสบาย

เรียนต่อที่อเมริกาต้องเตรียมเงินต่อปีประมาณไหนถึงไม่ตึงเกินไป
พูดตรงๆ ค่าเรียนที่มหาวิทยาลัยรัฐในอเมริกาเริ่มต้นประมาณ 800,000–1,200,000 บาทต่อปี ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนระดับกลางอยู่ที่ 1,500,000–2,000,000 บาท และถ้าเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง Ivy League หรือมหาวิทยาลัยเอกชนท็อปอาจพุ่งไปถึง 2,500,000–3,000,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว แต่นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่จะทำให้งบบานขึ้นอีกเกือบเท่าตัว ค่าหอพักในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่บังคับให้นักเรียนปี 1–2 พักในหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 400,000–600,000 บาทต่อปีรวมค่าอาหาร ถ้าย้ายออกมาเช่านอกมหาวิทยาลัยในปีสามปีสี่ ค่าเช่าอพาร์ตเมนต์อาจลดลงเหลือ 250,000–400,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับรัฐที่เรียน เพราะค่าครองชีพในนิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนียแพงกว่าเท็กซัสหรือโอไฮโอเกือบเท่าตัว
ค่าใช้จ่ายที่พ่อแม่มักลืมคิดคือค่าประกันสุขภาพบังคับ ซึ่งมหาวิทยาลัยอเมริกันกำหนดให้นักเรียนต่างชาติต้องซื้อ ราคาอยู่ที่ 80,000–120,000 บาทต่อปี ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนประมาณ 40,000–60,000 บาทต่อปี ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับปีละ 2 เที่ยวประมาณ 80,000 บาท และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างโทรศัพท์ เดินทางในเมือง ซักรีด ออกไปเที่ยวกับเพื่อนอีกประมาณ 150,000–200,000 บาทต่อปี ถ้ารวมทุกอย่างแล้ว งบจริงต่อปีที่ต้องเตรียมสำหรับเรียนที่อเมริกาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยรัฐ 1,800,000–2,200,000 บาทต่อปี มหาวิทยาลัยเอกชนระดับกลาง 2,500,000–3,200,000 บาทต่อปี มหาวิทยาลัยเอกชนท็อป 3,500,000–4,500,000 บาทต่อปี
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือพ่อแม่คิดแค่ค่าเรียนกับค่าหอพัก แต่ลืมคิดค่าประกันและค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่สะสมเงียบๆ จนปีแรกงบเกินแผนไปเกือบ 500,000 บาท ถ้าอยากให้จ่ายไหวจริงควรเผื่อบัฟเฟอร์อีก 10–15% จากงบที่คิดไว้

เลือกอังกฤษแล้วงบบานไหม เคสตัวอย่างงบต่อปีที่พ่อแม่ควรรู้
อังกฤษดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะระยะเวลาเรียนสั้นกว่า แต่ค่าครองชีพในลอนดอนและเมืองใหญ่ทำให้งบรวมต่อปีสูงพอๆ กับอเมริกา ขณะที่เมืองเล็กอย่าง Manchester, Birmingham หรือ Edinburgh จะประหยัดกว่าเยอะ ค่าเล่าเรียนระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยรัฐเริ่มต้นประมาณ 10,000-25,000 ปอนด์ต่อปี ขึ้นอยู่กับสาขา โดยสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวะจะแพงกว่ามนุษยศาสตร์ ปริญญาโทหลักสูตร 1 ปีอยู่ที่ 12,000-35,000 ปอนด์ โดยโรงเรียนธุรกิจชื่อดังอาจสูงถึง 40,000-50,000 ปอนด์
ค่าที่พักในลอนดอนกินงบ 800-1,200 ปอนด์ต่อเดือน ถ้าพักหอพักมหาวิทยาลัย ส่วนเมืองอื่นอยู่ที่ 400-700 ปอนด์ ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 300-500 ปอนด์ต่อเดือน ค่าประกันสุขภาพ NHS Immigration Health Surcharge จ่ายล่วงหน้าตอนขอวีซ่า 470 ปอนด์ต่อปี ค่าเดินทางกลับไทยปีละครั้งประมาณ 25,000-35,000 บาท ลองคำนวณเคสลูกเรียนปริญญาตรีที่ Manchester ค่าเรียน 15,000 ปอนด์ ค่าที่พัก 500 ปอนด์ x 12 เดือน ค่ากินอยู่ 400 ปอนด์ x 12 เดือน รวมประมาณ 25,800 ปอนด์ หรือราว 1.2 ล้านบาทต่อปี ถ้าเป็นลอนดอนเพิ่มอีก 200,000-300,000 บาท
ข้อดีของอังกฤษคือปริญญาตรีจบ 3 ปี ปริญญาโทจบ 1 ปี ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายรวมได้มาก ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าค่าครองชีพทั่วอังกฤษแพงเท่ากันหมด จริงๆ แล้วถ้าเลี่ยงลอนดอนไปเมืองเล็กจะประหยัดได้ถึง 30-40% ของงบรวม
ออสเตรเลียกับแคนาดา งบใกล้กันแต่สไตล์ค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน
งบรวมต่อปีของออสเตรเลียกับแคนาดาใกล้เคียงกันอยู่ที่ 1.8–2.2 ล้านบาท แต่โครงสร้างค่าใช้จ่ายแตกต่างกันชัดเจน ออสเตรเลียค่าเรียนถูกกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะระดับปริญญาตรีอยู่ที่ 700,000–900,000 บาทต่อปี แต่ค่าที่พักกับค่าครองชีพกลับสูงกว่า เพราะเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์หรือเมลเบิร์นค่าเช่าห้องเดี่ยวอยู่ที่ 25,000–35,000 บาทต่อเดือน ส่วนแคนาดาค่าเรียนอาจสูงกว่าเล็กน้อยที่ 800,000–1,000,000 บาท แต่ค่าที่พักในเมืองรองอย่างแคลกะรีหรือแฮลิแฟกซ์ถูกกว่าชัดเจนที่ 18,000–25,000 บาทต่อเดือน
ความแตกต่างที่พ่อแม่มักพลาดคือเรื่องสภาพอากาศกับค่าใช้จ่ายแฝง ออสเตรเลียอากาศอบอุ่นตลอดปี ลูกไม่ต้องซื้อเสื้อโค้ทหนักหรือเครื่องทำความร้อน แต่ค่าครองชีพรายวันสูงกว่า โดยเฉพาะค่าอาหารนอกบ้านที่มื้อละ 300–500 บาท แคนาดาหนาวจัดในฤดูหนาว ต้องเตรียมงบซื้อเสื้อกันหนาวคุณภาพดีอีก 15,000–25,000 บาท ค่าไฟฟ้าในฤดูหนาวพุ่งขึ้นเดือนละ 3,000–5,000 บาท แต่ค่าอาหารถูกกว่าเพราะซื้อวัตถุดิบทำเองได้ในราคาสมเหตุสมผล
ข้อได้เปรียบของออสเตรเลียคือลูกทำงานพาร์ทไทม์ได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงในเทอมเรียน ค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ชั่วโมงละ 400–450 บาท ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 25,000–30,000 บาท แคนาดาก็อนุญาตให้ทำงานได้เหมือนกัน แต่ค่าแรงต่ำกว่าเล็กน้อยที่ชั่วโมงละ 350–380 บาท ทั้งสองประเทศมีทางเปิดให้อยู่ทำงานหลังเรียนจบ ออสเตรเลียให้วีซ่าทำงานหลังเรียนจบ 2–4 ปี ขึ้นกับระดับการศึกษา ส่วนแคนาดามีเส้นทางสู่การเป็นถิ่นพำนักถาวรชัดเจนกว่า ถ้าพ่อแม่มองไกลถึงโอกาสอยู่ต่อ แคนาดาให้ตัวเลือกที่เป็นรูปธรรมกว่า
เลือกออสเตรเลียถ้าลูกชอบอากาศอบอุ่น อยากทำงานพาร์ทไทม์หารายได้เสริมสูง และไม่กังวลเรื่องค่าครองชีพที่แพงหน่อย เลือกแคนาดาถ้าครอบครัวต้องการควบคุมงบให้แน่นกว่า มองหาโอกาสตั้งรกรากระยะยาว และลูกพร้อมรับมือกับอากาศหนาวจัด
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่าการส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องค่าเรียนอย่างเดียว งบที่ต้องเตรียมจริงๆ มันกว้างกว่าที่คิดไว้ในหัวเสมอ ตั้งแต่ค่าที่พักที่บางเมืองแพงกว่าค่าเรียนเสียอีก ค่าประกันสุขภาพที่ไม่มีทางหลบ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายแฝงอย่างตั๋วเครื่องบินปีละสองเที่ยว ค่าวีซ่า ค่าเปิดบัญชีธนาคาร และค่าซื้อเสื้อกันหนาวที่ลูกต้องการจริงถ้าไปอยู่ประเทศหนาว
สิ่งที่พ่อแม่ควรทำตอนนี้ไม่ใช่ตกใจ แต่คือนั่งคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมาว่างบที่มีอยู่จริงเท่าไหร่ ยอมรับได้แค่ไหน และพร้อมจะปรับแผนการเงินครอบครัวขนาดไหน ถ้างบไม่พอไปอเมริกาหรืออังกฤษแบบเต็มตัว ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องยกเลิกความฝัน ลองมองไปที่แคนาดาหรือออสเตรเลียที่งบต่อปีต่ำกว่าแต่คุณภาพการศึกษาไม่ด้อยกว่า หรือถ้าต้องการประหยัดสุดๆ เอเชียก็เป็นทางเลือกที่ให้ทั้งคุณภาพและราคาที่จับต้องได้
ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือเปิดสเปรดชีตขึ้นมาสักไฟล์ แยกหมวดค่าใช้จ่ายตามที่บอกไปในบทความนี้ กรอกตัวเลขจริงจากมหาวิทยาลัยที่ลูกสนใจ บวกค่าครองชีพในเมืองนั้นๆ บวกค่าประกัน บวกตั๋วเครื่องบิน แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ต้องเรียน ตัวเลขที่ออกมาจะเป็นงบรวมที่ต้องเตรียม จากนั้นค่อยคิดว่าจะแบ่งเป็นเงินสดเท่าไหร่ กู้เท่าไหร่ หาทุนเสริมได้หรือเปล่า หรือให้ลูกทำงานพาร์ทไทม์ช่วยตัวเองบ้างในปีสองสาม
อย่าลืมว่าการส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องอนาคตของลูกและความสมดุลของครอบครัวด้วย ถ้าคุณวางแผนดีตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ปล่อยให้งบบานเกินคุมกลางคัน คุณจะส่งลูกไปเรียนได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลว่าเดือนหน้าจะมีเงินโอนไปให้ลูกไหม
FAQ
- ควรเตรียมเงินก้อนแรกก่อนส่งลูกไปเรียนต่างประเทศเป็นกี่เดือนของค่าใช้จ่าย
- งบที่มหาวิทยาลัยแจ้งในใบ offer เพียงพอจริงไหม หรือต้องบวกเพิ่มเท่าไหร่
- ควรให้ลูกทำงานพาร์ตไทม์ต่างประเทศช่วยค่าใช้จ่ายไหม แล้วพอช่วยลดงบได้แค่ไหน
- แลกเงิน กดเงิน หรือโอนเงินให้ลูกแบบไหนคุ้มที่สุดเมื่อคิดรวมค่าธรรมเนียม
- ควรเริ่มวางแผนขอทุนหรือกู้การศึกษาก่อนเดินทางกี่ปีถึงจะมีโอกาสได้มากขึ้น
- ควรเผื่อเงินฉุกเฉินกรณีสุขภาพหรือเหตุไม่คาดฝันไว้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งปี
Leave Reply